นั่งอ่าน blog ของ @mktmag เลยนึกถึงหนังสือที่เคยอ่านจบไปช่วงที่ทำการบ้านส่งอาจารย์ อาจารย์เลือกหยิบประเด็นที่น่าสนใจจากหนังสือ mk แล้วนำมาเขียนวิจารย์แล้วให้สรุปว่าเห็นด้วยหรือไม่ หนังสือเล่มนี้เขียนโดย Jim Blythe เป็นหนังสือ mk เล่มเล็กๆ ชื่อว่า ” A very short, fairly interesting and reasonably cheap book about studying marketing (2006) เนื้อหาในเล่มนี้ค่อนข้างแปลกใหม่เลยทีเดียวแกะลึกไปถึงรากของของการตลาด และอธิบายใช้หลัก economics กับ behavioral science ซึ่งมีหนึ่งบทในหนังสือเล่มนี้เขียนถึงเรื่องที่ @mktmag กล่าวถึงเรื่องนี้พอดี

มีส่วนหนึ่งของหนังสือเล่มนี้กล่าวว่า marketing mix หรือ ที่เรารู้จักว่า 4p เนี่ยพื้นฐานเกินไป ล้าสมัย ไม่สามารถนำมาใช้ในสภาวะการตลาดที่แข่งขันกันอย่างดุเดือดแบบทุกวันนี้ แต่ผู้เรียนการตลาดทุกคนต้องเรียนเจ้าตัวนี้เหมือนเป็นภาคบังคับ ผู้เขียนแอบให้เหตุผลแบบกัดจิกว่า หรือว่า 4P ให้การเขียนหลักสูตรเรียน mk ง่ายขึ้น ลองเปิดหนังสือของกูรู mk ชื่อดังอย่าง Kotler เค้าก็ยังอธิบายถึงเจ้าสี่ตัวนี้อยู่

" Marketing mix or four Ps is the set of controllable tactical marketing tool- product, price, place and promotion-that the firm blends to produce the response it wants in the target (Kotler,2008)".

4P ถูกคิดค้นขึ้นโดย McCarthy ต่อมาใน 1960 Lauterborn ก็คิดว่า 4p เริ่มจะล้าสมัยก็เลยปรับปรุงมันซะใหม่ โดยใช้ว่า 4Cs และ Kotler ก็ได้นำไอเดียเนี่ยมาต่อยอด. ทั้ง Kotler และ Lauterborn ชี้ว่า 4Ps ถูกสร้างขึ้นมาจากมุมมองของคนขายเท่านั้น ดังนั้น 4Cs จึงถูกสร้างขึ้นโดยใช้มุมมองของลูกค้าเพราะ อย่างที่รู้กัน มุมมองใน mk นั้นโฟกัสอยู่ที่ลูกค้า ลูกค้าซื้อของไม่ได้คำนึงถึงแค่ราคาของสินค้า หรือตัวสินค้า แต่ยังรวมถึงคุณค่าที่ได้รับจากสินค้า การใช้งานและอื่นๆอีก ในส่วนนี้ยังรวมถึงสินค้าตัวใหม่อย่าง การบริการ ดังนั้น kotler จึงกล่าวถึงในหนังสือของเค้า (2008) ว่า
place เปลี่ยนเป็น Convenience
Product เปลี่ยนเป็น Customer Solutions
Price เปลี่ยนเป็น Cost to the users
Promotion เปลี่ยนเป็น Communication.

และที่ทุกวันนี้ 4Csยังไม่ถูกใช้แพร่หลายเพราะผู้คนไม่เคยชินทำให้หนังสือ mk ส่วนมาก ยังใช้ 4Ps ในการเรียก Marketing mix อยู่

อย่างไรก็ตามนะค่ะโดยส่วนตัวก็ยังคิดว่า 4Ps ไม่ได้ล้าสมัยเพราะหากเหตุผลที่ว่าเครื่องมืิอนี้ไม่ได้คำนึงถึง มุมมองของลูกค้า เมื่อมองไปถึงขั้นตอนการทำ 4Ps ที่ต้องมีการทำ research ทางการตลาด มันเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับนักการตลาดทุกคนไม่ใช่เหรอค่ะที่จะมี ข้อมูลของตลาด ข้อมูลของลูกค้า ก่อนที่จะตัดสินใจเกี่ยวกับ 4Ps ดังนั้นในความคิด คิดว่า 4Cs เป็นส่วนหนึ่งที่สร้างต่อจาก 4Ps โดยช่วยขยายตัว 4Ps ให้กว้างขึ้นและสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ดังนั้นการตลาดจะสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นหากเรารวมทั้ง 4Ps และ 4Cs เข้าด้วยกัน และคิดว่านี้แหละค่ะ เป็นสาเหตุที่หนังสือ mk ยังกล่าวถึง 4Ps อยู่

Party Solution !!! Ultimate Fashion Secret

posted on 11 Oct 2009 02:29 by shop-withmay  in Shopaholic

Dresses for breakfasts, and dinners, and balls;

Dresses to sit in, and stand in, and walk in;

Dresses to dance in, and flirt in, and talk in;

Dresses in which to do nothing at all;

Dresses for Winter, Spring, Summer, and Fall.

~William Allen Butler, "Nothing to Wear"

 

ตอนอ่าน Quote ที่อยุ่ข้างบนทำให้เราแอบอดอมยิ้มไม่ได้ทีเดียว ผู้หญิงเราต้องแบกรับความกดดันของสังคมตลอดเวลานะเนี่ย กว่าจะไปไหนก็ต้องแต่งตัวไม่ได้ง่ายเหมือนคุณชายหนุ่มทั้งหลายเสื้อตัว กางเกงตัว แต่งซ้ำหน่อยก็ไม่เป็นไร ผู้หญิงเราเลยช้อปและช้อป นอกจากปัญหาที่ต้องจัดการกับเสื้อผ้าเต็มตู้ที่แทบไม่ค่อยได้ใส่

ทุกคนคงเจอปัญหาที่เวียนหัวเหมือนกัน เสื้อผ้ามีอยุ่เต็มตู้ แต่ประโยคฮอตฮิต .."ทำไงดีไม่มีเสื้อผ้าใส่" ไม่รู้และไม่เข้าใจว่าทำไมจริง  เสื้อผ้ากองเต็มตัวก็ยังพูดประโยคนี้ โดยเฉพาะทุกครั้งทีีต้องออกงานด้วย ผู้หญิงหลายคนเริ่มวิตกโดยไร้สาเหตุ ว่าจะใส่ไรดี เชิญชวนกันไปช้อปปิ้อย่างไม่ได้นัดหมาย งานใหม่มาก็อีรูปแบบเดิม โดยมากไม่มีใครอยากใส่ชุดซ้ำที่เคยใส่ไปงานอีกเพราะกลัวคนทัก (เราก็เป็น )

 

www.renttherunway.com เป็นเว็บไซน์ที่พึ่งเปิดใหม่ค่ะ Concept ของเว็บไซค์สร้างจากปัญหาที่กล่าวถึงนี้แหละค่ะ ไม่ต้องเเปลกใจเลย founder เป็นผู้หญิง เว็บไซค์นี้เปิดให้เรายืมชุดสวยๆค่ะ ล้วนเป็นชุดจากดีไซเนอร์ดังๆ ชุดที่ Celebrity ใส่ ตัวอย่างเช่น ชุดที่ Paris Hilton ใส่ สังเกตได้จากชื่อของเว็บไซน์ค่ะ Rent the Runway เว็บนี้พึ่งเปิดตัวสดๆร้อนๆปีนี้ที่อเมริกาค่ะ ผู้คนให้ความสนใจค่อนข้างเยอะเหมือนกัน ล่าสุดก็เพิ่งได้เงินลงทุนเพิ่มจากบริษัทยักษ์ใหญ่ในอเมริกาค่ะ

 

บอกแล้วว่าคนคิดเป็นผู้หญิง ดังนั้นเว็บไซค์นี้ถูกดีไซน์อย่างละเอียดค่ะ เมื่อเข้าสู่หน้าแรกเว็บไซน์มีเพียงให้กรอกอีเมลล์ให้เข้าสู่ (Waiting list) เราไม่สามารถเข้าไปดูนะค่ะมีชุดไหนให้เช่าบ้าง ไม่มีโชว์สมาชิก นี้แหละค่ะถึงบอกว่าสมแล้วที่เป็นที่ดีไซค์โดยผู้หญิง โดยปรกติก็คงไม่มีใครอยากประกาศหรอกค่ะว่ายืมชุดมา (ซึ่งโดยส่วนตัวต้องบอกว่าลักษณะธุรกิจอย่างนี้ค่อนข้างเหมาะกับอินเตอร์เน็ต) เสื้อผ้าบางส่วนสามารถดูได้ใน facebook ค่ะ

search : Rent the Runway

 

เห็นแล้วสวยๆหลายชุด เราสามารถนำมาใส่ได้ในราคาแค่ 10% ของราคาชุด(เป็นการประมาณค่ะ) และจริงๆแล้วมันก็เพียงพอกับที่เราต้องการ เสื้อผ้าผู้หญิงจริงๆแล้วเราใส่อยู่ไม่กี่ครั้งเองแหละ เข้าใจคิดมากๆๆๆๆๆ

 เสื้อผ้าที่นำมาให้เช่าเป็นแบรนด์ที่รู้จักกันอยู่แล้ว ทำให้แก้ปัญหาด้าน size ของเสื้อผ้าไปได้จุดหนึ่ง แต่ก็ยังนึกอยู่เหมือนกันว่าแต่ชุดทั้งหลายบางทีเราก็คงอยากลองให้พอดี มันขึ้นอยู่กับดีไซน์สวย ถ้าต้องใส่ให้พอดี ก็คงอยากลอง แล้วเค้าจะทำไง (เป็นเว็บใหม่พึ่งเปิดไม่นาน ยังไม่มีโอกาศได้ใช้งานค่ะ ไว้มีโอกาศจะบอกต่อ ..)

 

                   

                                       เกิดเป็นหญิงแท้จริงแสนลำบาก 

 

 

 

edit @ 11 Oct 2009 03:24:00 by shop-withmay

Can u keep a SECRET?

posted on 08 Oct 2009 07:02 by shop-withmay  in Shopaholic

Have u ever heard about secret shopping society? can u promise that u won't tell anyone?

 

                              

คงจะจริงที่เค้าบอกว่าทุกคนชอบ "ความลับ"

Gilt Group, เป็นเว็บไซน์ออนไลน์ช้อปปิ้ง แต่ไม่ใช่เหมือนเว็บช้อปปิ้งอื่นๆโดยทั่วไปนะแต่เป็น Secret Shopping Society. เราต้องทำการสมัครแล้วทางเว็บไซน์จะแจ้งข่าวมาทางอีเมลล์ว่าวันนี้เค้ามีแบรนด์ดังยี่ห้อไหนจะลดราคา เว็บไซน์นี้พิเศษเพราะสินค้าค่ะ ของของเค้าล้วนมาจากดีไซเนอร์ชื่อดัง เว็บไซน์นี้กำลังดังมากในอเมริกาค่ะ ล่าสุดที่อ่านข่าวมูลค่าบริษัท $400 ล้านเหรียญ

เราเองเข้าไปสมัครเรียบร้อยแต่ละวันจะได้รับอีเมลล์ค่ะว่าวันนี้มีอะไรขาย ไม่ซำ้กันเลยนะในแต่ละวันแต่จริงๆแล้วก็ยังไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมมันถึงดังขนาดนี้ ก็เลยไปศึกษาหาข้อมูล สาเหตุที่เค้าดังก็เพราะสินค้าที่นี้พิเศษจริงๆค่ะ เค้าไม่ได้รับสินค้าจากร้านขายส่งที่ไหน เค้ารับจากดีไซเนอร์โดยตรง จากเว็บนี้ทำให้เราสินค้าที่คุณภาพดีพร้อมราคาที่ถูกใจ และไม่จำเป็นนะค่ะ ว่ามันจะเป็นของเมื่อหกเดือนที่เเล้วแล้วเอามาขายใหม่ เพราะเค้ายังขายสินค้าตัวอย่างด้วย เจ๋งใช่ป่ะ

สินค้าเค้าไม่ได้มีเยอะนะค่ะ ถ้าอยากได้ต้องรีบจับจอง การขายแต่ละครั้งจะมีการกำหนดเวลา เช่น Burberry sale 7p.m till10 p.m. เค้าว่ากันว่าช่วงเวลาที่มีการขายของ Gilt เนี่ยคนจำนวนมากทีเดียวจะมุ่งหน้าไปเว็บไซน์นี้ ประหนึ่งว่าจราจล ถ้าเป็นงานลดราคาที่ห้างทั่วไปก็น่าจะประมาณคนไปยืนต่อแถว แต่ช้อปปิ้งออนไลน์ซะอย่างเราไม่ต้องไปยืนเบียดเสียดกัน มีสิ่งหนึ่งที่ชอบมากคือ หากมีลูกค้าอีกคนเลือกหยิบสินค้าไปแล้ว ที่ภาพจะมีคำว่า "In member's cart" ฮันแน่มีการบอกด้วยว่า มีคนอื่นที่สนใจสินค้านี้นะ ถ้าเค้ากดออกถ้าอยากได้ต้องรีบกดซื้อ เข้าใจคิดจริงๆด้วย ว่าคนเราชอบการแข่งขัน

และจุดเด่นอีกอย่างของเว็บไซน์ที่ทำให้ได้รับหน้าที่ไว้วางใจให้ขายสินค้าแบรนด์เนมเหล่านี้จากดีไซเนอร์ก็คือ เค้านำสินค้าที่ได้มาดูแลประหนึ่งสินค้าใหม่ทีเดียว เค้าจะนำคุณสินค้าเหล่านี้มาชุบชีวิตใหม่ค่ะโดยการนำมาถ่ายวีดีโอตัดต่อ ถ่ายแบบ ดีไซเนอร์ทั้งหลายเลยไม่รู้สึกว่าการที่เค้านำสินค้ามาให้ Gilt ขายลดราคาจะเป็นการทำลายแบรนด์ของเค้า เก่งจังได้ใจทั้งลูกค้า ทั้งดีไซเนอร์ จริงแล้วเจ้าของไอเดียนี้เริ่มต้นจากบริษัทเว็บไซน์ในฝรั่งเศษค่ะ(http://en.vente-privee.com) ซึ่งตัวบริษัทนี้ทุกวันนี้มีผู้ใช้หลายล้านคนแล้วค่ะ แต่โดยมากเป็นแถบทางยุโรป

 อย่างไรก็ตามจากความสำเร็จของทั้งสองบริษัทนี้ก็ก่อให้เกิดคู่แข่งขึ้นมาเหมือนกันค่ะ ใครจะยอมใช้ไหมล่ะ ยอดขายที่สูงขนาดนี้ย่อมดึงดูดคู่แข่งเป็นธรรมดา เคล็ดลับสำคัญคงเป็น Deal ที่ทำไว้กับดีไซเนอร์เเล้วล่ะแต่สำหรับเราผู้บริโภคงานนี้มีแต่ได้กับได้ค่ะ

 

จากความสำเร็จของ Gilt Group ทำให้เราได้รู้ว่าจริงๆแล้วคนเราไม่ได้ชอบแค่ความลับนะ ชอบการแข่งขัน เค้ายังจับจุดคนได้อีกอย่างคือ "ความรู้สึกชอบเป็นคนพิเศษ -- Being exclusive" 

 

---------SCARCITY AND EXCLUSIVITY ,,,,,ring the bell???

 


 

 

edit @ 8 Oct 2009 09:15:51 by shop-withmay

edit @ 8 Oct 2009 09:25:40 by shop-withmay